ชาวกรีกโบราณเชื่อว่า โลกที่สร้างขึ้นตามทำนองดังกล่าวนี้มีสัณฐานแบนกลม มีประเทศของตนอยู่กลาง โดยมีห้วงสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนแบ่งแผ่นดินออกเป็น
2 ส่วนเท่า ๆ กัน และทะเลนี้ต่อไปออกทะเลดำ ซึ่งสมัยโน้นเรียกว่าทะเล ยูซินี (Euxine) 2 ทะเลนี้เท่านั้นที่เป็นทะเลที่ชาวกรีกสมัยโบราณรู้จัก
ภาคเหนือสุดของพื้นพิภพนั้นเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นภูมิลำเนาของชนชาติที่ผาสุขชาติหนึ่ง เรียกว่า ชาติไฮเพอร์โบเรียน (Hyperborean) อาศัยอยู่ในถิ่น
ลับแล ซึ่งจะไปทางบกหรือทางทะเลก็ไม่ถึงทั้งสิ้นอยู่พ้นเทือกเขาสูงขึ้นไปทางทิศเหนือของดินแดน เฮลลัส (Hellas) ซึ่งเป็นชื่อของประเทศกรีซสมัยโน้น ว่ากันว่าดินแดน
ของชนชาติไฮเพอร์โบเรียนเป็นดินแดนที่สงบสันติสุข มีแต่ความสบายด้วยประการทั้งปวง ส่วนทางใต้ของพิภพใกล้กับทางไหลของมหาสมุทร ก็มีชนชาติที่ผาสุขและมี
คุณธรรมเช่นเดียวกับไฮเพอร์โบเรียนอาศัยอยู่อีกชาติหนึ่ง เรียกว่า อีธิโอเพียน (Ethiopion) เป็นที่โปรดปรานของเหล่าเทพยิ่งนัก ถึงแก่เหล่าเทพเคยไปร่วมพิธี
พลีกรรมและงานมหกรรมสมโภชของชนชาตินั้นเนือง ๆ
ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่ง อยู่ทางฟากตะวันตกของโลกริมมหาสมุทรเรียกว่า ทุ่งอีลิเชียน (The
Elysian Fields) เป็นที่ซึ่งพวกมนุษย์ที่เหล่าเทพโปรดจะได้ไปอยู่ เขาถือว่า ผู้ใดดำเนินวิถีชีวิต
ด้วยคุณความดีจะได้รับกรุณาโดยเหล่าเทพพาไปให้ได้เสพอมฤตภาพ คืออยู่ค้ำฟ้าเป็นสุขตลอดกาลในที่
นั้นส่วนดินแดนใกล้เคียงแถบตะวันออก และตามริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น เป็นที่อยู่ของชนชาติ
ต่าง ๆ ที่ชาวกรีกรู้จัก พ้นจากดินแดนเหล่านี้ไปในทะเลตะวันตกล้วนเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์อมนุษย์ และ
แม่มดทั้งสิ้นในประเทศกรีซมีภูเขาสูงอยู่หลายลูก ที่มียอดสูงสุดได้แก่อยู่ในแถบเทสซาลี
ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกรีซ มียอดสูงสุดเกือบ 2 ไมล์ หรือประมาณ 9,800 ฟุต ดู
ตระหง่านเยี่ยมเทียมฟ้า ชาวกรีกโบราณถือว่ายอดเขาโอลิมปัสนี้พุ่งขึ้นไปจรดสวรรค์ทีเดียว
กำเนิดเทพกับการแย่งอำนาจ
จีกับอูรานอสเถลิงอำนาจอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัส ต่อมาไม่นานก็ให้กำเนิดเทพบุตรและเทพธิดา 12 องค์ 6 องค์เป็นเทพบุตร ทรงนามตามลำดับว่า โอเซึยนัส ,
ซีอัส ,ครีอัส ,ไอเพอร์เรียน ,ไอแอพิทัส และโครนัส อีก 6 องค์เป็นเทพธิดา ทรงนามว่า อิเลีย ,รีอา ,ธีมิส ,ธีทิส ,เนโมซินี และฟีบี เทพและเทวีทั้ง 12 องค์นี้รวมกัน
เป็นคณะเรียกว่า ไทแทน (Titan) หรือเรียกอีกอย่างว่า ไจแกนทีส (Gigantes) ซึ่งเป็นต้นศัพท์คำว่า ไจแอนท์ แต่ละองค์มีกายใหญ่มหึมา อูรานอสแสนจะเกรง
กลัวในความมีกายใหญ่ยิ่ง และทรงพลังของเทพบุตรและเทพธิดาคณะนี้ จึงจับทั้ง-หมดโยนลงในเหวลึกใต้บาดาลมืดสนิท เรียกว่า ตรุทาร์ทะรัส (Tartarus) และจองจำ
ไว้มั่นคง เพื่อป้องกันมิให้เทพกุมารองค์ใดใช้พลังเป็นปฏิปักษ์กับไท้เธอได้
เมื่ออูรานอสจองจำเทพทั้ง 12 องค์ไว้ ก็ตายใจว่าคงไม่มีองค์ใดหลุดหนีขึ้นมาได้ แต่เหตุจะให้คณะไทแทนไม่ต้องถูก
จองจำอยู่นานอุบัติขึ้น เนื่องจากอูรานอสกับจีให้กำเนิดเทพบุตรอีก 3 องค์เป็นเทพบุตรยักษ์ตาเดียว เรียกว่า ไซคลอปส์
(Cyclops) มีนามตามลำดับว่า บรอนทีส ,สเทอโรพีส และ อาจีส อูรานอสจับเทพบุตรทั้ง 3 โยนลงขังไว้ในตรุทาร์ทะรัส
อีก บรอนทีสนั้นคือฟ้าลั่น สเทอโรพีสคือ ฟ้าแลบ ส่วนอาจีสคือแสงสว่างวาบ เมื่อลงไปถึงที่คุมขังจึงทำให้เกิดแสงสว่างไปทั่วทั้ง
บาดาล ช่วยให้คณะเทพไทแทนเกิดความกล้าที่จะแสวงความเป็นไท และต่อมาก็มีเทพบุตรของอูรานอสถูกโยนลงไปสมทบอีก
3 นามว่า คอตทัส ,เบรียรูส และไกจีส แต่ละองค์มีมือตั้งร้อย
เจ้าแม่จีไม่พอใจที่อูรานอสปฏิบัติกับลูก ๆ ดังนั้น แต่ห้ามเท่าใดอูรานอสก็ไม่ฟัง เจ้าแม่โกรธนักจึงลงไปใต้บาดาล
ยุยงลูก ๆในคณะไทแทนให้ร่วมคิดกันแย่งอำนาจบิดาให้จงได้ ในบรรดาเทพไทแทนนี้มีโครนัสน้องสุดท้องคนเดียวที่กล้าจะ
ทำตาม เจ้าแม่จึงปล่อยให้หลุดจากพันธนาการ มอบเคียวเป็นอาวุธ พร้อมทั้งอวยพรให้เธอมีชัย
โครนัสถืออาวุธคู่มือเข้าโจมจับบิดาโดยไม่ให้รู้ตัว แล้วขึ้นครองบัลลังก์หมายจะเป็นใหญ่ในจักรวาลชั่วนิรันดร ฝ่าย
อูรานอสบันดาลโทสะกล้า จึงสาปแช่งโครนัสให้ถูกลูก ๆ ของตัวเอง แย่งอำนาจในกาลภายหน้าเช่นกัน โครนัสไม่แยแสใน
คำสาปของบิดา จัดแจงปล่อยเทพภราดรและภคินีให้เป็นไททั้งหมด ทุกองค์แสนจะปิติและรู้คุณโครนัสในการที่หลุดพ้นจากการ
จองจำได้เป็นไท จึงพร้อมใจกันยอมยกให้โครนัสเป็นใหญ่ปกครองตน โครนัสเลือกเทพภคินีองค์หนึ่งคือ รีอา เป็นคู่ครอง
และปันส่วนอื่น ๆ ให้เทพภราดรภคินีปกครองโดยทั่วถึงกัน
โครนัสถูกโค่นเทพบัลลังก์
โครนัส (Cronus) หรือภาษาโรมันเรียกว่า แซ็ทเทิร์น ดำรงความเป็นใหญ่ในเหล่าเทพทั้งปวงอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัสเป็นสุขสงบมาจนกระทั่งถึงกาล
วันหนึ่ง มีเทวบุตรองค์หนึ่งเกิดแก่ไท้เธอ คำสาปของอูรานอสผุดขึ้นในความทรงจำทันที ไท้เธอจึงรีบไปหาเจ้าแม่รีอาและจับกุมารนั้นกลืนกินเสีย ต่อมาถึงโอรสจะเกิดอีกสักกี่
องค์ โครนัสก็จับกินสิ้นทุกองค์ แม้เจ้าแม่รีอาจะวอนขอให้งดเว้น ไท้เธอก็ไม่ยอมฟังในที่สุดเจ้าแม่รีอาจึงตั้งปณิธานว่าจะเอาชนะไท้เธอด้วยอุบายให้จงได้ ดังนั้นพอประสูตร
โอรสองค์ใหม่คือซูส (Zeus) หรือ ยูปิเตอร์ (Jupiter) ตามภาษาโรมัน เจ้าแม่เธอก็ซ่อนไว้เสีย
โครนัสได้ข่าวเทพกุมารองค์ใหม่เกิด จึงรีบมาหมายจะจับกินเสีย เจ้าแม่รีอาแสร้งทำเป็นวอนขอพอเป็นพิธี แต่ในที่สุดก็ทำเป็น
โอนอ่อนผ่อนตาม เอาก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งห่อผ้าอ้อมเตรียมไว้แล้วส่งให้ พลางทำเป็นเศร้าโศกนักหนา โครนัสไม่ทันดู รับก้อนหิน
สำคัญว่าเป็นบุตร จึงกลืนกินแล้วก็กลับไป
เจ้าแม่รีอาจัดแจงฝากฝังเทพทารกให้อยู่ในความทะนุถนอมกล่อมเลี้ยงของนางอัปสรนีเรียด นางอัปสรจึงพาซูสไปไว้ในถ้ำบน
ยอดเขา ไอคา ณ ที่นั้น นาง แอมัลเธีย (Amalthea) บุตรสาวของ มิลิสซัส เจ้าครองเกาะครีต ได้รับธุระอนุบาลซูสด้วยนมแพะ นาง
แอลมัลเธียนี้บางตำนานกล่าวว่าเป็นนางแพะ และว่าภายหลังซูสได้ประสิทธิ์ประสาทให้เป็นดาวฤกษ์กลุ่มหนึ่งในสวรรค์ เป็นการตอบ
แทนคุณความดีของนางที่มีแด่ไท้เธอ และประทานเขาข้างหนึ่งให้แก่นางอัปสรที่โอบอุ้มทะนุถนอมไท้เธอมาแต่น้อย เป็นเขาสารพัดนึก
ซึ่งนางอัปสรจะนึกเอาอะไรก็ได้ดังประสงค์ รูปเขาปรรจุแพะของมองมูน จึงถือกันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง เรียกว่า
(the horn of plenty) มาจนตราบเท่าทุกวันนี้
อนึ่ง เพื่อป้องกันเสียงร้องของเทพกุมารซูส มิให้ดังขึ้นไปถึงโครนัส พวก คิวรีทิส สาวกของเจ้าแม่รีอาซึ่งรับหน้าที่เป็นอาจารย์
ของซูส ยังคิดแบบกระบวนเต้นรำแบบหนึ่งประกอบด้วยเสียงประติรพเซ็งแซ่ และเสียงประสานอาวุธสนั่นอึกทึกกลบเสียงของซูสไว้ด้วย
ฝ่ายโครนัสสำคัญว่าคำสาปของบิดาไม่เป็นผลแล้วก็สิ้นวิตก มิได้แยแสกับเสียงเอ็ดอึงของคิวรีทิส กว่าจะรู้ว่าเป็นเสียงลวงไท้เธอมิให้รู้
ว่าซูสยังดำรงชนม์อยู่ก็สายไปเสียแล้ว
ซูสและบิดาประจัญกันอย่างดุร้าย ไม่นานโครนัสก็เป็นฝ่ายปราชัย ซูสจึงเข้ายึดอำนาจไพบูลย์ไว้ และหารือเจ้าแม่รีอา
ตกลงกันเอาน้ำสำรอกที่นาง มีทิส (Metis) ธิดาของโอเชียนัสประกอบขึ้น บังคับให้โครนัสดื่มสำรอกกุมารที่กลีนเข้าไปออกมาหมด
ทุกองค์ คือ โปซิดอน, ฮาเดส, เฮสเทีย, ดีมิเตอร์ และ ฮีรา (Poseidon, Hades, Hestia, Demeter, Hera) ตาม
ลำดับ ส่วนก้อนหินที่โครนัสถูกหลอกให้กลืนก็สำรอกออกมาด้วย หินก้อนนี้ภายหลังได้เอาไปเก็บรักษาไว้เป็นที่เคารพบูชาแทนองค์ซูส
ณ วิหารเดลฟี (Delphi)
เมื่อยึดอำนาจสูงสุดสำเร็จ ซูสก็เลือกฮีราเทวีภคินีองค์หนึ่งเป็นคู่ครอง และแบ่งสันปันส่วนอาณาเขตให้เทพภราดรปกครองทั่วทุกองค์ ส่วนเทพและเทพีที่เฉลียว
ฉลาดที่สุดในเหล่าเทพไทแทน คือ เนโมซินี ,โอเชียนัส และไฮเพอร์เรียน ต่างองค์ต่างก็ยอมอยู่ในอำนาจของซูสโดยดุษณี แต่เทพไทแทนองค์อื่น ๆ ที่ไม่ยอมอ่อนน้อมด้วย
จึงเป็นเหตุให้เกิดศึกใหญ่ขึ้นขับเขี้ยวพันตูกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ศึกยักษ์
ซูสอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส เห็นฝ่ายปัจจามิตรมีจำนวนมากกว่า แต่ละองค์ล้วนทรงพลังน่าเกรงขาม จอมทัพที่เป็นขุนพลใหญ่ของเหล่าเทพไทแทนในขณะนั้นคือ
แอตลาส (Atlas) จึงเป็นเหตุให้ไท้เธอหันไปผูกสัมพันธไมตรีกับพวกไซคลอปส์ ยักษ์ตาเดียว ซึ่งยังถูกขังอยู่ในตรุทาร์ทะรัสใต้บาดาล ให้ยักษ์เหล่านี้ประกอบอสนีบาต
สำหรับไท้เธอใช้เป็นอาวุธ แลกกับความเป็นไทในการที่จะได้ปลดปล่อยจากตรุที่คุมขัง อาวุธใหม่นี้มีอานุภาพร้ายกาจก่อความตระหนกและสยบสยอนให้เกิดแก่เหล่าเทพ
ไทแทนขัาศึกอย่างใหญ่หลวง ถึงจะรวมกันสู้รบอย่างหักหาญสักเพียงใดก็ไม่อาจเอาชนะซูสได้ รบกันอยู่ 10 ปี ในที่สุดพวกไทแทนจึงยอมศิโรราบ รับรองความเป็นใหญ่ของ
ซูส เทพไทแทนที่ยอมแพ้บางองค์ก็ถูกทุ่มทิ้งลงจำขังไว้ในตรุทาร์ทะรัสอีกวาระหนึ่ง และตัวแอตลาสเองเมื่อพ่ายแพ้ให้แก่ซูส ก็ถูกลงโทษให้แบกสวรรค์อยู่ตลอดเวลา ส่วน
โครนัสหนีเตลิดไปตั้งหลักแหล่งในต่างแดนแคว้นเฮสเพอเรีย คือ อิตาลี เดี๋ยวนี้ และครองความเป็นใหญ่ในประเทศนั้นเป็นสุขสงบสืบมาอีกช้านาน
ชาวกรีกโบราณเชื่อกันเป็นมั่นเหมาะว่า บริเวณที่เทพทั้ง 2 ฝ่ายกระทำมหายุทธการครั้งนั้น อยู่ในแคว้นเทสซาลีตรงที่มีภูมิประเทศขรุขระลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาก ซึ่งเขาว่า
เป็นไปด้วยฤทธิ์อำนาจของพวกเทวดาทุ่มก้อนหินประหัตประหารกันบ้าง ก่อภูเขาขึ้นจะให้ถึงที่ประทับของซูสเพื่อชิงอสนีบาตบ้าง เป็นต้น
เมื่อซูสได้เถลิงอำนาจสูงสุดเป็นเทพบดี ณ ยอดเขาโอลิมปัส และเพิกถอนอำนาจของเทพไทแทนหมดแล้ว ก็นึก
กระหยิ่มว่า จะได้ครองไอศวรรย์แห่งทวยเทพอันช่วงชิงไว้ได้โดยมิชอบด้วยความสงบราบคาบสิ้นเสี้ยนหนาม ที่ไหนได้ เจ้าแม่
จีปฐพีเทวียังคุมแค้นหมายจะลงทัณฑ์ซูสที่ล่วงสิทธิโดยชอบธรรมของเทพไทแทน โอรสของเจ้าแม่ ให้สาสมกับความแค้นจึง
เนรมิตอสูรขึ้นตนหนึ่ง เรียกว่า ไทฟอน (Typhon) เป็นยักษ์ดุร้ายมีกายประกอบด้วยหัวมังกรนับร้อย มีเปลวไฟพวยพุ่ง
ออกจากดวงตา จมูกและปาก แผดเสียงก้องกัมปนาทอยู่เนืองนิตย์ ยังความสยบสยอนให้บังเกิดแก่ทวยเทพ ถึงแก่หนีเตลิด
จากเขาโอลิมปัสไปหลบซ่อนในอียิปต์ตามกัน มิหนำซ้ำอารามที่กลัวจัดเกรงอสูรมหาวินาศจะตามไป เทพเหล่านั้นยังจำแลงองค์
เป็นสัตว์นานาชนิด ด้วยเพื่อมิให้อสูรจำได้ ซูสจำแลงเป็นแกะ ส่วนฮีราจำแลงเป็นโค ถึงอย่างไรก็ดี ในไม่ช้าราชาแห่ง
ทวยเทพก็เกิดความละอายในการหลบหนีอย่างขลาดกลัวของไท้เธอ ซูสจึงกลับคืนสู่เขาโอลิมปัสด้วยความมั่นหมายจะฆ่ายักษ์
ไทฟอนด้วยอสนีบาตให้จงได้ การสู้รบดำเนินไปเป็นเวลานาน ในที่สุดซูสก็ประหารศัตรูลงได้ แต่ไม่นานก็มียักษ์อีกตนหนึ่ง
อุบัติขึ้นโดยการเนรมิตของเจ้าแม่จี ชื่อว่า เอนเซลาดัส (Enceladus) เข้าต่อรบกับซูสเพื่อแก้แค้นแทนไทฟอน ซูสจับ
เอนเซลาดัสได้ ล่ามโซ่แน่นหนาขึงพืดตรึงไว้ใต้ภูเขาเอตนา แต่กว่าจะสงบเงียบ เอนเซลาดีสก็คำรนคำรามแผดเสียงกึกก้อง
กระเหี้ยนกระหือรือ และครวญครางพิลึกพิลั่นอยู่ช้านาน บางทีก็พ่นไฟขึ้นหวังจะทำอันตรายเทพบดีผู้พิชิตตนอีกด้วย ต่อมากาล
ผ่านไปเอนเซลาดัสจึงหยุดสำแดงฤทธิ์อาละวาด เพียงแต่ขยับตัวทำให้เกิดแผ่นดินไหวเป็นครั้งคราวเท่านั้น
นิยายอิทธิฤทธิ์ตอนนี้เป็นตอนที่คนโบราณผูกขึ้นอธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับภูเขาไฟระเบิด และแผ่นดินไหว
นั่นเอง