...เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่เกี่ยวข้องกับเดือนสิงหาคม สัญลักษณ์ของกลุ่มดาวสิงห์คือ ซึ่งหมายถึงหัวและแผงขนที่คอของสิงโตตัวผู้ดวงอาทิตย์ผ่านเขตกลุ่มดาวสิงห์ระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม ถึง 17 กันยายน รวม 38 วัน คิดเป็นระยะทางเชิงมุม 34 องศา
ดาวหัวใจสิงห์อยู่เกือบบนเส้นสุริยวิถี จึงมีโอกาสถูกดวงจันทร์และดาวเคราะห์บังอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะดวงจันทร์จะผ่านใกล้หรือบังทุก ๆ เดือน
กลุ่มดาวสิงห์ หรือสิงห์โต(Leo)
กลุ่มดาวสิงห์ประกอบด้วยดาวฤกษ์อย่างน้อย 9 ดวง เรียงเป็นรูปสิงโตหมอบ ระยะจากดวงที่1 ถึงดวงที่ 2 ประมาณ 25 องศา จาก 1 ถึง 8 ประมาณ 15 องศา
ลักษณะปรากฏและแนวทางขึ้นตก
กลุ่มดาวสิงห์อยู่ในซีกฟ้าด้านเหนือ ประกอบด้วยดาวฤกษ์ที่สว่างมาก 1 ดวง คือ ดาวหัวใจสิงห์ (เรกิวลุส) และ
ดาวที่สว่างรองลงมาอีกอย่างน้อย 8 ดวง เรียงเป็นรูปสิงโตซึ่งกำลังหมอบอยู่ ดาวหัวใจสิงห์และดาวอีก 5 ดวง คือ ดวงที่5
ถึงดวงที่ 9 เรียงกันคล้ายรูปเคียวเกี่ยวข้าวหรือเครื่องหมายคำถามเขียนกลับบริเวณหัวสิงโต ดาวดวงที่ 2, 3, 4 ประกอบ
ขึ้นเป็นด้านท้ายของสิงโต โดยมีดวงที่ 2 อยู่ตนงหาวสิงโต จึงมีชื่อเรียกว่า ดาวหางสิงห์ (ดาวเดเนบโบลา)
โคเปอร์นิคัสเรียกดาวหัวใจสิงห์ว่า เป็นผู้บัญชาการธุรกิจสวรรค์ คนโบราณเชื่อว่า ดาวหัวใจสิงห์เป็นดาว
สำหรับพระราชา และเป็นผู้นำของดาวระดับราชาทั้ง 4 ได้แก่ ดาวหัวใจสิงห์ ดาวอัลดิบะแรน ดาวปาริชาติ และดาว
โฟมาลออท ดาวเหล่านี้อยู่ห่างเป็นระยะเกือบเท่า ๆ กัน จึงเป็นดาวที่แบ่งทรงกลมท้องฟ้าออกเป็น 4 ส่วน ทำให้ท้องฟ้า
แต่ละขณะมีดาวราชาอยู่อย่างน้อย 1 คู่
ดาวแกมมา-สิงห์ แม้จะมีชื่อว่า ดาวหน้าผากสิงห์ แต่แท้ที่จริงดวงดาวนี้อยู่บริเวณคอของสิงโต เป็นดาวคู่ที่เหมาะสำหรับส่องดูในกล้องโทรทรรศน์ อยู่ห่างกัน 4.3
ฟิลิบดา อันดับความสว่าง 2.6 และ 3.8 เคลื่อนรอบซึ่งกันและกัยใช้เวลา 618 ปี
กลุ่มดาวสิงห์อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า ตำแหน่งที่ขึ้นจึงอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือ และตกทางทิศตะวันตก
เฉียงไปทางเหนือ ขณะที่อยู่สูงสุดจะอยู่เหนือศีรษะ ตำแหน่งต่าง ๆ ของกลุ่มดาวสิงห์จึงใช้บอกทิศได้
ขณะขึ้นส่วนหัวของสิงห์จะขึ้นก่อน ส่วนหางตามขึ้นมาหลังจากที่ส่วนหัวขึ้นแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ลักษณะสิงห์หมอบเอา
หางแตะขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือในขณะที่หัวชูขึ้นสูงเป็นมุมเงยเกือบ 30 องศา
ถ้าจะดูกลุ่มดาวสิงห์ขณะขึ้นต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อย จะเห็นดาวหัวใจสิงห์สว่างสุกใสอยู่สูงพ้น
ขอบฟ้าทิศตะวันออกเป็นมุมเงยประมาณ 25 องศา หางอยู่ใกล้ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกเฮียงไปทางเหนือเล็กน้อย หลังสิงห์หันไปทาง
ทิศเหนือ (ซ้ายมือ) ในขณะที่ท้องสิงห์หันไปทางทิศใต้ (ขวามือ)
เมื่ออยู่สูงสุดกลุ่มดาวสิงห์จะอยู่ตรงศีรษะ หัวสิงห์หันไปทางทิศตะวันตก หาวหันไปทางทิศตะวันออก ท้องหันไปทางทิศใต้ และ
หลังหันไปทางทิศเหนือ
เมื่อกำลังจะลับขอบฟ้าด้านตะวันตก หัวสิงห์จะสัมผัสขอบฟ้าตรงจุดทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือเล็กน้อย ในขณะที่ดาวหางสิงห์
อยู่ขึ้นไปสูงเป็นมุมเงยเกือบ 30 องศา
เวลาที่เห็น
เดือนที่มองไม่เห็นหรือเห็นกลุ่มดาวสิงห์น้อยมากคือ เดือนสิงหาคมและกันยายน ทั้งนี้เพราะดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่ในหรือใกล้เคียงกับกลุ่มดาวสิงห์มาก ส่วนเดือนที่
มองเห็นนานเกือบตลอดทั้งคืนคือ เดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคม โดยเห็นตั้งแต่ขึ้นทางทิศตะวันออกในเวลาหัวค่ำถึงตกทางทิศตะวันตกในเวลารุ่งเช้า ช่วงเวลาตั้งแต่ขึ้น
ถึงตกยาวประมาณ 10 ชั้วโมงครึ่ง
นิทานกรีก
ในสมัยก่อนชาวกรีกโบราณเคารพบูชาดวงจันทร์ซึ่งถือว่าเป็นเทพธิดาชื่อ เซลินี (Selene) นอกเหนือจาก
เทพเจ้าที่มีความสำคัญมากกว่า เช่น เทพซูส และเทพอพอลโล ชาวกรีกต้องเซ่นไหว้เทพธิดาและเทพเจ้าเหล่านี้เป็น
ประจำทุกปี แต่บังเอิญมีอยู่ปีหนึ่งชาวเมืองเนเมีย (Nemea) ลืมเซ่นไหว้เทพธิดาเซลินี ทำให้เธอโกรธจัดถึงกับส่ง
สิงโตจากฟ้าลงมารังควานชาวนาชาวไร่ในเมืองเนเมีย ถ้าเป็นสิงโตธรรมดาก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มันเป็นสิงโตที่ดุร้าย
หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า มันไล่กัดกินสัตว์และมนุษย์ที่ขวางหน้า ผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว
ในขณะนั้นราชายูริสธีอัส (Eurystheus) มีผู้รับใช้ที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง คือ เฮอร์คิวลิส
(Hercules) ราชายูริสธีอัสจึงทรงพระบัญชาให้เฮอร์คิวลิสไปฆ่าสิงโตดุร้ายนั้นเสีย
เฮอร์คิวลิสเป็นผู้ชายร่างใหญ่ อดทนและแข็งแรงที่สุดในโลก เขามีอาวุธหลายอย่างเช่น ดาบ มีด ธนู แต่ที่ชอบ
มากคือ กระบองยักษ์ที่ทำด้วยไม้
เฮอร์คิวลิสเข้าต่อสู้พันตูกับสิงโตดุร้ายอย่างห้าวหาญ แต่ทว่าอาวุธเช่น ธนูและดาบไม่สามารถทำอันตรายกับ
ผิวหนังของสิงโตตัวนั้นได้เลย แม้จะใช้กระบองยักษ์ฟาดลงบนหัวของสิงโต ก็ยังไม่สามารถทำอะไรมันได้เช่นกัน ในที่
สุดเฮอร์คิวลิสคิดได้ว่าคงไม่มีอาวุธอันใดที่จะใช้ฆ่าสิงโตตัวนี้ได้ เขาจึงย่อตัวลงต่ำเข้ากอดรัดสิงโต ใส่ "เฮดล็อก" สิงโต
ดิ้นไม่หลุดถูกรัดคอจนตาย
หลังจากที่เฮอร์คิวลิสล้มสิงโตดุร้ายตัวนั้นได้ เฮอร์คิวลิสได้ถลกหนังหัวและขาหน้าทั้งสองของสิงโตมาทำเป็น
เครื่องแต่งตัว โดยห่มหนังสวมหัวเป็นหมวกกันชน และผูกขาหน้าไว้เหนือหน้าอก เขาจึงไม่เพียงมีเกราะคุ้มกันอาวุธ
แต่ยังดูดุร้ายน่ากลัวกว่าเมื่อก่อน และถ้าถือกระบองไม้ยักษ์ด้วยแล้วเฮอร์คิวลิสก็เหมือนมนุษย์อยู่ในถ้ำ
เทพธิดาเซลินีได้ส่งสิงโตกลับขึ้นไปอยู่บนฟ้าดังเดิม อยู่กลางฟ้าเป็นกลุ่มดาวจักรราศี โดยเซลินี (ดวงจันทร์)
ผ่านทุก ๆ เดือน และสิงโตวิ่งหนีเฮอร์คิวลิสอยู่ตลอดเวลา โดยสิงโตจะอยู่สูงสุดบนฟ้า ในขณะที่เฮอร์คิวลิสขึ้นทางทิศ
ตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อเฮอร์คิวลิสขึ้นไปสูงสุดสิงโตจะลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เฮอร์คิวลิสจึงไม่มีทางไล่สิงโตทัน
สิ่งที่น่าสนใจ
นอกจากเราจะใช้ดาวสิงห์บอกทิศทางและกำหนดชื่อเดือนทางสุริยคติแล้ว กลุ่มดาวสิงห์ยังใช้ตำแหน่งที่ปรากฏกำหนดชื่อเดือนทางจันทรคติด้วย กล่าวคือ ถ้าดวง
จันทร์เต็มดวงอยู่บริเวณหัวของสิงโตจะเป็นวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือเดือนมาฆะ ทั้งนี้เพราะบริเวณหัวของสิงโตเป็นหมู่ดาวนักขัตฤกษ์ชื่อว่า มาฆฤกษ์
ถ้าดวงจันทร์เป็นจันทร์เพ็ญอยู่บริเวณหางของสิงโตจะเป็นวันเพ็ญ เดือน 4 และบริเวณนั้นเรียกว่า อุตรพดุณีฤกษ์ ส่วนบรเวณใกล้ดาวสองดวงที่อยู่ระหว่างหัวและ
หางของสิงโตเรียกว่า บุรพดุณ๊ฤกษ์
นอกจากนี้อันดับความสว่างของดาวฤกษ์ที่ประกอบขึ้นเป็นรูปสิงโตยังเป็นอันดับความสว่างมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงได้ จากรูปกลุ่มดาวสิงห์ ดาวดวงที่ 1 ถึงดวงที่ 9 มี
อันดับความสว่างโดยประมาณตามลำดับคือ 1, 2, 3, 3, 4, 2, 4, 4 และ 3
เมื่อปี พ.ศ. 2509 มีอุกกาบาตตกลงมาดังห่าฝนจากทิศทางของกลุ่มดาวสิงห์ เรียกว่า ลีโอนิดส์ ห่าอุกาบาตลีโอนิดส์ มาจากจุดใกล้ดาวเซตา-สิงห์ภายในบริเวณรูป
เคียวของกลุ่มดาวสิงห์ มีจำนวนแสงวูบวาบจากบริเวณนี้มากระหว่าง 2,000-2,500 ครั้งต่อนาที นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นอย่างหนึ่งผู้ที่เห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้นอยู่ใน
ไซบีเรียด้านตะวันออก
ห่าอุกาบาตลีโอนิดส์จะตกมาระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายน ของทุกปี ถ้าช่วงนั้นท้องฟ้าปลอดโปร่งไม่มีแสงจันทร์หรือแสงไฟฟ้ารบกวนจะเห็นดาวตกเฉลี่ยชั่วโมงละ
70 ครั้ง
การศึกษาจากหลักฐานเก่าพบว่ามีผู้บันทึกห่าอุกาบาตลีโอนิดส์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1446 และเกิดมากทุก ๆ ประมาณ 33 ปี ครั้งใหญ่มากเคยเกิด ในปี พ.ศ. 2342, 2376,
2409 แต่ในปี พ.ศ. 2442 และ 2475 เกิดไม่มากนัก มีผู้อธิบายว่าเป็นเพราะดาวพฤหัสบดีส่งแรงรบกวนมายังแถบอุกาบาตจนทำให้อุกาบาตกระจัดกระจายออกจากทาง
โคจรของโลก ห่าอุกาบาตที่น่าจับตามองครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นอีกในปี พ.ศ. 2542
สิ่งฝ้า ๆ มัวมี่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่แมสสิแอร์นักล่าดาวหางชาวฝรั่งเศส ได้สำรวจและขึ้นบัญชีไว้ในกลุ่มดาวสิงโต 5 แห่งคือ
เอ็ม 65 เป็นดาราจักรประเภท เอสบี มีอันดับความสว่าง 9.3
เอ็ม 66 เป็นดาราจักรประเภท เอสบี อันดับความสว่าง 9.0
เอ็ม 95 เป็นดาราจักรประเภท เอสบีบี มีอันดับความสว่าง 9.7
เอ้ม 96 เป็นดาราจักรประเภท เอสซีบี มีอันดับความสว่าง 9.2
เอ็ม 105 เป็นดาราจักรประเภท อีหนึ่ง มีอันดับความสว่าง 9.1
เอ็ม 65 และเอ็ม 66 อยู่ทางใต้ของดาวดวงที่ 4 เหนือเอ็ม 65 และ เอ็ม 66 เล็กน้อย คือ ดาราจักรเอ็นจีซี 3628
เอ็ม 95 อยู่ทางตะวันออกของดาวดวงที่ 2
เอ็ม 96 และเอ็ม 105 อยู่ระหว่างดาวดวงที่ 1 และ 4 โดยอยู่ใกล้ดวงที่ 4
ถ้าจะดูสิ่งฝ้า ๆ มัว ๆ เหล่านี้ต้อง ดูผ่านกล้องโทรทรรศน์ และสามารถถ่ายภาพจากกล้องดูดาวขนาดใหญ่ซึ่งเปิดหน้ากล้องนาน ทำให้ได้ภาพที่มีรูปร่างชัดเจนสวยงาม
![]() |
![]() |